วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

สื่อทางตา

มีคำกล่าวว่าดวงตาเป็นหน้าต่างแห่งหัวใจ ดังนั้นการมองตาย่อมเป็นสื่อที่บ่งบอกความรู้สึกของบุคคลที่เรากำลังพูดคุยด้วยโดยเริ่มต้นค้นหาความรู้สึกจากบุคคลที่ใกล้ตัวก่อนคือภายในครอบครัวของเราเอง ถ้าหากพ่อ แม่ และลูกหันหน้ามาพูดคุยกันย่อมรู้ถึงปัญหาที่ก่อเกิดในใจของแต่ละคนได้เช่นการที่พ่อ แม่รับฟังลูก มองหน้าลูกสิ่งที่ควรกระทำคือการหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่และหันมาสนใจและรับฟังในสิ่งที่ลูกพูด โดยใช้สายตามองด้วยความจริงใจ สนใจที่จะรับฟังคำพูดของลูกด้วยความจริงจัง จะทำให้เกิดผลดีแก่ลูกที่กำลังเล่าให้ฟังโดยผู้เล่าจะมีความรู้สึกที่ดีอบอุ่น และมีความรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจ และรับฟัง ลูกจะค่อยฯพูดออกมา แต่อาจะไม่หมด แต่ถ้าหากพ่อ แม่มีความสังเกตุในคำพูด และพยายามมองให้ถึงความคิด ท่าทาง กริยา ของลูกที่พูดคุยด้วยพ่อ แม่จะเข้าใจและคิดหาทางแก้ไขได้ทันทีถ้าหากลูกเกิดมีปัญหาขึ้นมาก่อนที่จะสายเกินไป.

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เทวดาผู้พิทักษ์

มีผู้ใหญ่ท่านกล่าวไว้ว่า คนเราเกิดมาทุกคนต้องมีเทวดาประจำตัวกันทุกคน เทวดาองค์นี้จะคอยพิทักษ์ดูแลตั้งแต่เกิดลืมตาดู
โลกไม่ว่าจะเจ็บ จะทุกข์ จะสุขเทวดาองค์นี้จะไม่ห่างกายไปไหนเลย
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เทวดาองค์นี้จะดูแลตลอดไปไม่รู้จักเหนื่อยเลยแล้วตัวเราล่ะเคยรู้หรือเปล่าว่าตลอดชีวิตเราที่มีชีวิตดูโลกมาเราเคยมองเห็นหรือเคยดูแลเทวดาของเราหรือเปล่าเคยห่วงใยท่านไหม ถ้าหากยังไม่เคยทำอะไรให้กับท่านละก้อจงเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่หันกลับไปมองดูจะพบสายตาคู่หนึ่งที่มองเราไม่ห่างเลยคือสายตาเทวดาของลูก
ณ วันนี้เรายังมีโอกาสที่จะตอบแทนพระคุณท่านจงทำซะก่อนที่ท่านไม่อยู่ให้เราได้ดูแล แล้วเมื่อถึงเวลานั้นเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีก

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ความโกรธ

ความโกรธเป็นสภาวะทางอาภรณ์ที่เกิดขึ้นแก่ทุกคนโดยไม่มียกเว้นแม้แต่คนเดียว อารมณ์รุ่นแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้าง ก็ขึ้นกับการมีสติที่รู้เท่าทันกับอารมณ์ที่มากระทบและรู้จักที่ควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ด้วยสติและปัญญา
ความโกรธนั้น ถ้าเรามองพิจารณาให้ดีจะรู้ว่ามีแต่โทษมากกว่ามีคุณประโยชน์แก่ชีวิตของเรา
ตัวของข้าพเจ้าเองก็ยังมีความโกรธอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วอารมณ์นี้ไม่มียกเว้น แต่ทุกครั้งเมื่อมีความรู้สึกไม่พอใจก่อนที่จะเป็นอารมณ์โกรธขอให้มองติดตามและเข้าใจอารมณ์โทสะของเราให้ได้อย่าให้จิตมันกำเริบ พยายามรักษาและเยียวยาด้วยสติ และ สัมปรัชญะให้เกิดอาการดับไปอาจจะเร็วบ้าง ช้าบ้างก็แล้วแต่กำลัง สติ ปัญญาที่ฝึกฝนมา
ดังคำกล่าวของพระพุทธองค์ที่ทรงกล้าวไว้ว่า "อักโกเธนะ ชิเน โกธัง" แปลว่าพึงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
บางคนพออ่านประโยคนี้อาจคิดในใจว่า "ยากที่จะทำได้" แต่อยากจะบอกกับท่านทั้งหลายว่า น่าจะลองทำดูเพราะจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากเราจะเก็บอารมณ์โกรธไว้กับตัวเราเพราะมันจะทำร้ายร่างกายและจิตใจของเราเอง

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ความจริงในหลักธรรม

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า การได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยากลำบาก แม้ได้เกิดมาเป็นคนแล้วทำให้ชีวิตของเราเป็นสิ่งที่มีคุณค่า จงมองหาคุณค่าในตัวเองต้องรักษา ใส่ใจและให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายปลายทาง กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป แต่ละวันควรจะให้หมุนเปลี่ยนไปอย่างมีความสำคัญ
การเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ของชีวิตนับตั้งแต่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ขอให้ตระหนักอยู่เสมอเพราะช่วงจังหวะของเวลาในชีวิตมีแต่เดินหน้า ไม่มีถอยหลัง เวลาที่เดินผ่านไปนั้นจะสอนเราให้คิดทุกวินาที หากแต่เรามองไม่เห็นความจริงในการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาชีวิตที่หมุนไป จึงไม่มีการเตรียมความพร้อม หากเราเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงแม้วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเราก็พร้อมที่จะยอมรับอย่างคนที่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

ใบไม้

วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าได้เดินกลับบ้านเกิดมีลมพัดแรงเหมือนฝนกำลังจะตก แต่เมื่อลมได้สงบลงข้าพเจ้าได้มองเห้นใบไม้ที่ร่วงลงพื้นเนื่องจากแรงของกระแสลม มีทั้งใบไม้สีน้ำตาล ซึ่งมีอยู่เดิมหรือเป็นใบไม้ที่หลุดร่วงตามวงจรชีวิตของมัน ส่วนใบไม้สีเหลือง สีเขียวเข้ม และใบไม้สีเขียวอ่อนที่มีปนอยู่บ้าง ทำให้ข้าพเจ้ามองดูแล้วทำให้คิดว่านี่หรือคือสัจธรรมแห่งชีวิต เมื่อคนเราเกิดมาแล้วต้องตายบางคนต้องตายตามอายุขัยที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่บางคนยังคงน่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอีก หรือควรจะทำประโยชน์ให้แก่ตนเองครอบครัว สังคม และประเทศชาติได้อีกมากมายแต่ทำไมจึงต้องมาจากไปก่อนวัยอันสมควร
ดังนั้น เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ณ วันนี้ เดี๋ยวนี้ หากเรายังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์หรือ ทำในสิ่งที่มีคุณค่าที่ดีต่อตัวเราเอง ต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ขอให้ดิดใหม่ ทำใหม่ เริ่มต้นใหม่ที่ดี ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพราะวันพรุ่งนี้ เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา

" หากเกิดมาทั้งทีควรมีคุณค่า หากไม่นำพาชีวาก็หาไม่ "

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

วัยรุ่นกับจริยธรรม

เด็กฯทุกคนเมื่อแรกเกิดมานั้นย่อมมี กรรมดีและกรรมชั่วติดตัวมากันทุกคนดังนั้นตัวแปรที่ทำให้กรรมดีและกรรมชั่วหรือจริยธรรมของเด็กเปลี่ยนไปคือการรับรู้โดยการเรียนรู้จากพฤติกรรมของสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย จากครอบครัวไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดาหรือบุคคลที่เด็กได้คลุกคลีอยู่ด้วยเป็นประจำ โดยยึดเอามาเป็นต้นแบบ
มีคำกล่าวไว้ว่าเด็กฯที่แรกเกิดมานั้นเปรียบเสมือนผ้าขาวที่สอาดบริสุทธิ์ หากเด็กได้รับคุณธรรม จากบิดา มารดาเด็กก็จะรับรู้และเลียนแบบพ่อ แม่ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่หากเราเก็บเอาพ่อ แม่ใจร้ายความน่าสะพรึ่งกลัวไว้ในจิตใจมากเท่าใดนานวัน เขาจะแยกไม่ออกเลย เขาจะสร้างกลไลตัวควบคุมตนเองขึ้นมาทั้งภายในและภายนอก
สังคมปัจจุบัน พ่อ แม่ต้องทำงานหาเงินมากจนเกินควรไม่มีเวลาให้ลูก แต่ถ้าหากมีเวลาให้กับลูกบ้างก็ขอเป็นเวลาที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตของเด็กที่จะต้องเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อสังคมและครอบครัว
การจะสอนลูกฯให้เป็นคนดีได้นั้นคือ ต้องมีเวลาและเป็นแบบอย่างที่ดี หากพ่อ แม่ สังคมควรจะสอนให้เขารู้จักคิดถึงการกระทำ และผลที่ได้รับจากการกระทำนั้นคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

ไฟ

คำว่าไฟ ทุกคนคงต้องนึกถึงเปลวไฟอันร้อนแรง แต่นั่นก็คือความร้อนภายนอกเท่านั้นแต่ไฟที่ร้อนรนอยู่ภายในนั้น คือไฟในใจ หรือดวงจิตที่ร้อนรุ่ม ร้อนรน ทุกข์ทรมานมากมายแม้วันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่เคยจะหมดไฟแห่งความร้อนรน ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ความคิด ความคิดของมนุษย์เราเป็นต้นตอของความทุกข์ยากและปัญหาต่างฯนานาที่รุมเร้าเข้ามา โดยที่หาทางออกไม่ได้ นั่นเป็นเพราะเราไม่เคยมองเข้าไปให้ถึงต้นเหตุความคิดซึ่งเป็นที่มาของทุกข์ ซึ่งไฟของกิเลสมีอยู่ ๓ ชนิด คือ
๑ ไฟแห่งโลภะ ความทุกข์ ในความอยากได้อยากมี ที่เกินกำลังของเราเองต้องหาวิธีมาสนองใจอยาก จนลืมว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิดก็ตาม
๒ไฟแห่งโทสะ การปล่อยให้จิตใจถูกครอบงำด้วยความโกรธ กลุ้มรุ่มเร้า
๓ไฟแห่งโมหะ จิตอันหลงผิด อันโง่เขลา จิตใจคับแคบขาดปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
ไฟทั้ง ๓ นี้ ที่เผาใจให้มีแต่ความร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นมีแต่ผลของความเสียหาย อย่าให้ไฟทั้ง ๓ นี้มาครอบงำเอาจนกลายเป็นคนหลงทาง หลงโลก